โครงกระดูกในตู้/คึกฤทธิ์ ปราโมช

พิมพ์แจกเป็นมิตรพลี ในงานทำบุญอายุครบห้ารอบ 20 เมษายน พ.ศ.2514 ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
พิมพ์ครั้งที่ 8 สนพ.ดอกหญ้า ปี พ.ศ. 2548 (109 หน้า)  

หนังสือเล่มบางๆ ที่ดองอยู่ในตู้มานานจนไม่อยากจะนับเวลา อ่านแป๊บเดียวจบ

เป็นเรื่องที่เล่าถึงทั้งข้อดีและข้อเสียของบรรพบุรุษที่บอกเล่ากันมาภายในวงศ์ตระกูลของผู้เขียน ที่อ่านแล้วได้ทั้งเกร็ดประวัติศาสตร์และอารมณ์ขันด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและอ่านสนุกมากค่ะ ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายสนุกๆเรื่องหนึ่งอยู่เลย (แม้จะรู้สึกว่าตัวละครเยอะมากและชื่อ/ยศแต่ละท่านก็จำยากเหลือเกินสำหรับคนอ่อนประวัติศาสตร์อย่างเราก็ตาม) ยิ่งในช่วงที่ผู้เขียนเล่าถึงนายเริกและนายอิน ที่เป็นสาแหรกข้างพ่อฝั่งเจ้าจอมมารดาอำภานั้น ก็ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงนายฟักกับนายทั่งในนิยายเรื่องดังของคุณหญิง ว.วินิจฉัยกุลเรื่องรัตนโกสินทร์ไปด้วยไม่ได้

สรุปคือแม้โดยรวมแล้วจะเป็นเรื่องเล่าแบบปากต่อปากซะมาก ปนไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ก็ไม่น้อย แต่ก็นับได้ว่าอ่านได้สนุกและเพลินมากค่ะ

ย่านเก่า มุมเมือง และเรื่องเล่า/กุลธิดา สืบหล้า

สนพ.สร้างสรรค์บุ๊คส์ ปี พ.ศ. 2548
218 หน้า  

บันทึกการเดินทางเป็นตอนๆที่ไม่ใช่เพียงแค่พูดถึงการไปสัมผัสความสวยงามของสถานที่เท่านั้น แต่ยังเล่าถึงประวัติและความเป็นมาของเมือง ที่เล่าในภาษาที่เป็นลักษณะแบบพรรณาโวหาร ละเมียดละไม และใช้การเปรียบเทียบที่น่าคิดค่ะ

เมืองที่ถูกหยิบยกมาลง ล้วนเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น เมืองจันท์ สงขลา ขุนยวม เมืองนครพนม ทองผาภูมิ เป็นต้น โดยผู้เขียนสามารถเล่าให้เราเห็นภาพของช่วงเวลาในอดีตของเมืองนั้นๆได้แบบน่าสนใจ แม้ในช่วงบทต้นๆเราจะรู้สึกว่าผู้เขียนตั้งใจเล่าตัดบทไปมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดความสนใจของคนอ่าน แต่เรากลับรู้สึกว่าทำให้สับสนและกำกวมไปหน่อย และภาพถ่ายก็มีน้อยเกินไปจนบางครั้งทำให้เรานึกภาพไม่ออก (แถมบางภาพก็ยังเป็นรูปขาวดำที่ทำให้มองเห็นความงามของสถาปัตยกรรมบางอย่างไม่ชัดเจนด้วย) แต่ความตั้งใจของผู้เขียนในการบรรยายด้วยภาษาสวยๆถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเมือง การใช้ชีวิตของผู้คน และสถาปัตยกรรมที่สวยงามของเมืองนั้นๆ ล้วนช่วยกระตุ้นให้เราอยากใช้เวลาอ้อยอิ่งอยู่ในช่วงเวลาในอดีตบ้าง และสิ่งที่ประทับใจมากๆคือการจบบทในหลายๆบทของผู้เขียน ที่ปิดท้ายได้แบบน่าทึ่งไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงบทหลังๆ ที่จบบทได้น่าประทับใจมากๆค่ะ ที่ชอบที่สุดคือ การจบปิดบท นายเหมืองทองผาภูมิ ที่ผู้เขียนเขียนไว้ว่า

“…ชีวิตในปิล็อกวันนี้ เหลือแต่เพียงคนสูงวัยที่พร้อมจะรำลึกถึงอดีต และยินดีที่จะเล่ามันให้ผู้มาเยือนฟัง
เย็นมากแล้ว ฉันกับช่างภาพเดินไปตามถนนอันเงียบเหงา สังกะสีเก่าคร่ำคร่าเหมือนจะปลิดปลิวยามลมพัด
เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากจังหวัดกาญจนบุรี หากมาโดยรถยนต์ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง การเดินทางมาปิล็อกไม่ยาก
…เพียงแต่ฉันมาช้าไป 30 ปี”

บางเมืองที่ผู้เขียนพูดถึง อาจจะมีบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจากปัจจุบันมากแล้ว เพราะเป็นหนังสือที่เขียนตั้งแต่ปี 2548 แต่เนื้อหาโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและเรื่องเล่าของเมืองมากกว่าค่ะ จึงไม่มีผลกระทบอะไรมากนักค่ะ