โครงกระดูกในตู้/คึกฤทธิ์ ปราโมช

พิมพ์แจกเป็นมิตรพลี ในงานทำบุญอายุครบห้ารอบ 20 เมษายน พ.ศ.2514 ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
พิมพ์ครั้งที่ 8 สนพ.ดอกหญ้า ปี พ.ศ. 2548 (109 หน้า)  

หนังสือเล่มบางๆ ที่ดองอยู่ในตู้มานานจนไม่อยากจะนับเวลา อ่านแป๊บเดียวจบ

เป็นเรื่องที่เล่าถึงทั้งข้อดีและข้อเสียของบรรพบุรุษที่บอกเล่ากันมาภายในวงศ์ตระกูลของผู้เขียน ที่อ่านแล้วได้ทั้งเกร็ดประวัติศาสตร์และอารมณ์ขันด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและอ่านสนุกมากค่ะ ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายสนุกๆเรื่องหนึ่งอยู่เลย (แม้จะรู้สึกว่าตัวละครเยอะมากและชื่อ/ยศแต่ละท่านก็จำยากเหลือเกินสำหรับคนอ่อนประวัติศาสตร์อย่างเราก็ตาม) ยิ่งในช่วงที่ผู้เขียนเล่าถึงนายเริกและนายอิน ที่เป็นสาแหรกข้างพ่อฝั่งเจ้าจอมมารดาอำภานั้น ก็ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงนายฟักกับนายทั่งในนิยายเรื่องดังของคุณหญิง ว.วินิจฉัยกุลเรื่องรัตนโกสินทร์ไปด้วยไม่ได้

สรุปคือแม้โดยรวมแล้วจะเป็นเรื่องเล่าแบบปากต่อปากซะมาก ปนไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ก็ไม่น้อย แต่ก็นับได้ว่าอ่านได้สนุกและเพลินมากค่ะ

Percy Jackson & The Olympians (หนังสือชุดเพอร์ซีย์ แจ็กสัน)/Rick Riordan

มี 5 ภาค คือ 
- The Lightning Thief 
- The Sea Monsters
- The Titan's Curse
- The Battle of the Labyrinth
- The Last Olympian

ด้วยความที่เราเป็นคนชอบเรื่องเล่าตำนานเทพเจ้ากรีกเป็นการส่วนตัว จึงถูกใจเนื้อเรื่องทำนองนี้เป็นพิเศษ ตอนอ่านเล่มแรก (The Lightning Thief) ก็แค่รู้สึกว่าอยากอ่านเพราะอยากรู้ว่าผู้แต่งจะจับเอาเรื่องราวเทพเจ้าในตำนานมาร้อยเรียงกันยังไง และความรู้สึกเมื่ออ่านจบเล่มแรกก็รู้สึกว่าผู้แต่งเล่าเรื่องใช้ได้ เอาคาแร็คเตอร์เทพเจ้าแต่ละองค์มาเขียนได้ชัดเจนดี แต่บอกเล่าเรื่องเรียบง่ายและเป็นเส้นตรงเกินไป แถมยังแอบรู้สึกว่ามีความคล้าย Harry Potter อยู่พอสมควรตรงที่ผู้เขียนพยายามเชื่อมโยงโลกแฟนตาซีกับโลกมนุษย์ไว้แบบซ้อนทับกันไป

แต่พออ่านเล่มต่อๆไป ก็เกิดอาการติดหนึบและเริ่มรู้สึกทึ่งในตัวผู้เขียนมากขึ้นเรื่อยๆค่ะ เหมือนผู้เขียนค่อยๆปล่อยความซับซ้อนของเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มบทบาทของตัวละครมากขึ้นเรื่อยๆ แม้พล็อตจะไม่ได้ดูซับซ้อนเท่า Harry Potter แต่ก็ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องง่ายๆอย่างที่เราสบประมาทไว้ในตอนอ่านเล่มแรกเลย มารู้สึกตัวอีกที เราก็หยุดอ่านเรื่องของพ่อหนุ่มลูกครึ่ง (เทพเจ้า-มนุษย์) ที่ชื่อเพอร์ซีย์ แจ็กสันคนนี้ไม่ได้ซะแล้ว เพราะคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนของเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย ทำให้ตัวละคร (บรรดาลูกๆที่เป็นลูกครึ่งกับมนุษย์) มีบุคลิกที่ชัดเจนและน่าสนใจในการเล่าเรื่อง ส่วนเรื่องราวการผจญภัยของเพอร์ซีย์กับเพื่อนสาว (ที่ชื่อแอนนาเบ็ธ) ก็อ่านกันแบบได้ลุ้น (แถมยังได้อารมณ์โรแมนติกชัดเจนกว่า Harry Potter ด้วย) แล้วยังแถมอารมณ์ขำๆและช่างประชดประชันของคนเขียน ที่รวมกันแล้วก็ทำให้อ่านได้เพลินจริงๆ (แม้จะมีข้อติอยู่บ้าง ตรงที่อีตาพระเอกช่างฝันได้เป็นเรื่องเป็นราว เป็นตุเป็นตะอยู่คนเดียวเลย ถ้าไม่ฝันนี่อาจมีต่อเรื่องไม่ติด ^ ^)

ชุดนี้มีทั้งหมด 5 เล่ม เรียงตามลำดับดังนี้คือ The Lightning Thief, The Sea of Monsters, The Titan’s Curse, The Battle of the Labyrinth, The Last Olympian แปลเป็นไทยครบแล้วทุกเล่ม โดย ดาวิษ ชาญชัยวานิช ในตอนภาษาไทย ชื่อ สายฟ้าที่หายไป, อาถรรพ์ทะเลปีศาจ, คำสาปแห่งไททัน, ปริศนาเขาวงกต, และเทพองค์สุดท้าย

The Hunger Games Series (หนังสือชุดเกมล่าชีวิต)/Suzanne Collins

มี 3 ภาค คือ 
- The Hunger Games 
- Catching Fire
- Mockingjay

เรื่องนี้จะเป็นเยาวชนแฟนตาซีแนวต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง (ที่ถ้าดูหน้าปกเล่มแรกฉบับ uk ก่อนเปลี่ยนปก อาจหลงเข้าใจผิดนึกว่าตัวเอกเป็นเด็กผู้ชาย แต่ฉบับพิมพ์หลังๆเห็นเปลี่ยนภาพไปแล้ว) ที่จะต้องผจญชะตากรรมในการต้องลงสนามแข่งขันที่เป็นเกมส์การต่อสู้แบบถ่ายทอดทีวีเป็น reality show ที่เด็กแต่ละคนจากแต่ละเมืองจะถูกคัดเลือกให้มาสู้กันและจะเหลือคนที่อยู่รอดเพียงคนเดียว แต่อันนี้ไม่ใช่การแสดง เพราะเป็นการต่อสู้กันจริงๆ และฆ่ากันตายแบบจริงๆ

หนังสือชุดนี้มี 3 เล่มจบ เริ่มจาก The Hunger Games, Catching Fire, และจบที่ Mocking Jay เป็นเรื่องที่ผูกโยงเนื้อเรื่องทั้งสามเล่มไว้ได้น่าสนใจ สนุก ตื่นเต้น และเร้าใจมาก แถมยังหยิกกัดประชดประชันสังคมและการเมืองแบบเจ็บๆคันๆ เช่น การประชดประชันรายการ reality show, การสับปลับหลอกลวงของเหล่านักการเมือง ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ในรูปแบบแปลกๆ หรือการแดกดันวิถีชีวิตของคนในสังคมเมือง เป็นต้น

เล่มที่เราชอบมากที่สุดคือเล่มสอง ที่เต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบ และการเดินเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลมากกว่าเพื่อน ตัวเอกเป็นเด็กผู้หญิงที่อ่านแล้วอาจก่อให้เกิดความหมั่นไส้ได้ว่าอะไรมันจะเพอร์เฟ็คเก่งฉลาดเลิศไปหมดซะขนาดนั้น แต่จริงๆแล้วคาแร็คเตอร์ตัวนี้สำหรับเรา เราว่าเธอมีความเด่นที่ไม่ใช่ความฉลาด แต่เป็นสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด ความยึดมั่นในความดี และการกล้าตัดสินใจ ในขณะเดียวกัน เราก็แอบรำคาญตัวพระเอกเล็กน้อย (ซึ่งคนอ่านต้องไปเดากันเอาเองว่าเป็นใคร) เพราะบทบาทน้อยมาก นอกจากความรักที่มีให้นางเอกแบบฟุ่มเฟือยเหลือเกิน เล่มสามอาจดูหลุดขอบไปบ้าง เพราะเริ่มเว่อร์เกิน แต่ก็ทำให้พล็อตดูยิ่งใหญ่เหมาะกับความเป็นหนังสือไตรภาคดี

หนังสือชุดนี้ (โดยเฉพาะเล่มแรก) ได้รับรางวัลมาเยอะมาก และยังโด่งดังขนาดทำเป็นหนังแล้วด้วย.. ส่วนฉบับแปลภาษาไทย 2 เล่มแรก คือ เกมล่าชีวิตกับปีกแห่งไฟ ได้ข่าวมาว่าฉบับแปลทั้งสองเล่มในครั้งแรกนั้น มีปัญหาค่อนข้างเยอะ ทางสนพ.ก็เลยต้องมีการเปลี่ยนผู้แปลใหม่ ซึ่งก็ได้ยินมาว่าดีขึ้น พอเล่ม 3 (ม็อกกิ้งเจย์) ก็เลยแปลโดยผู้แปลรอบหลังของสองเล่มแรก (คือคุณนรา สุภัคโรจน์) ลองหาอ่านกันดูนะคะ

ย่านเก่า มุมเมือง และเรื่องเล่า/กุลธิดา สืบหล้า

สนพ.สร้างสรรค์บุ๊คส์ ปี พ.ศ. 2548
218 หน้า  

บันทึกการเดินทางเป็นตอนๆที่ไม่ใช่เพียงแค่พูดถึงการไปสัมผัสความสวยงามของสถานที่เท่านั้น แต่ยังเล่าถึงประวัติและความเป็นมาของเมือง ที่เล่าในภาษาที่เป็นลักษณะแบบพรรณาโวหาร ละเมียดละไม และใช้การเปรียบเทียบที่น่าคิดค่ะ

เมืองที่ถูกหยิบยกมาลง ล้วนเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น เมืองจันท์ สงขลา ขุนยวม เมืองนครพนม ทองผาภูมิ เป็นต้น โดยผู้เขียนสามารถเล่าให้เราเห็นภาพของช่วงเวลาในอดีตของเมืองนั้นๆได้แบบน่าสนใจ แม้ในช่วงบทต้นๆเราจะรู้สึกว่าผู้เขียนตั้งใจเล่าตัดบทไปมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดความสนใจของคนอ่าน แต่เรากลับรู้สึกว่าทำให้สับสนและกำกวมไปหน่อย และภาพถ่ายก็มีน้อยเกินไปจนบางครั้งทำให้เรานึกภาพไม่ออก (แถมบางภาพก็ยังเป็นรูปขาวดำที่ทำให้มองเห็นความงามของสถาปัตยกรรมบางอย่างไม่ชัดเจนด้วย) แต่ความตั้งใจของผู้เขียนในการบรรยายด้วยภาษาสวยๆถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเมือง การใช้ชีวิตของผู้คน และสถาปัตยกรรมที่สวยงามของเมืองนั้นๆ ล้วนช่วยกระตุ้นให้เราอยากใช้เวลาอ้อยอิ่งอยู่ในช่วงเวลาในอดีตบ้าง และสิ่งที่ประทับใจมากๆคือการจบบทในหลายๆบทของผู้เขียน ที่ปิดท้ายได้แบบน่าทึ่งไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงบทหลังๆ ที่จบบทได้น่าประทับใจมากๆค่ะ ที่ชอบที่สุดคือ การจบปิดบท นายเหมืองทองผาภูมิ ที่ผู้เขียนเขียนไว้ว่า

“…ชีวิตในปิล็อกวันนี้ เหลือแต่เพียงคนสูงวัยที่พร้อมจะรำลึกถึงอดีต และยินดีที่จะเล่ามันให้ผู้มาเยือนฟัง
เย็นมากแล้ว ฉันกับช่างภาพเดินไปตามถนนอันเงียบเหงา สังกะสีเก่าคร่ำคร่าเหมือนจะปลิดปลิวยามลมพัด
เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากจังหวัดกาญจนบุรี หากมาโดยรถยนต์ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง การเดินทางมาปิล็อกไม่ยาก
…เพียงแต่ฉันมาช้าไป 30 ปี”

บางเมืองที่ผู้เขียนพูดถึง อาจจะมีบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจากปัจจุบันมากแล้ว เพราะเป็นหนังสือที่เขียนตั้งแต่ปี 2548 แต่เนื้อหาโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและเรื่องเล่าของเมืองมากกว่าค่ะ จึงไม่มีผลกระทบอะไรมากนักค่ะ